Skip to Content

เครื่องดื่มสุขภาพไลโคพีน...ขี้พร้าไฟ/ฟักข้าว..จากครัวบุรงตานี (๒)

รูปภาพของ kwancha

“เครื่องดื่มสุขภาพไลโคพีน"..ขี้พร้าไฟ/ฟักข้าว..จากครัวบุรงตานี (๒)..

....Burongtani biodiversity.. stay healthy...

เรื่องและภาพโดย ผศ.  ดร. วรรณชไม การถนัด

 

คงไม่มีใครปฏิเสธว่า สุขภาพดีเป็นสิ่งที่่พึงปรารถนาสำหรับทุกคน และจะต้องเริ่มที่ดูแลตนเอง จัดสมดุลให้เหมาะสม ทั้งการกิน การพักผ่อน การออกกำลังกาย การมีอารมณ์แจ่มใส (มากกว่าอารมณ์อื่นๆ!!) และการขับของเสียออกจากร่างกาย  เหล่านี้คือพื้นฐาน   โดยเฉพาะนักนิยมธรรมชาติ นักดูนกทั้งหลาย  ที่ใช้พลังส่วนใหญ่ในการเดินชมนก ชมไม้ ชมธรรมชาติ...  ชื่นชม รื่นรมย์ ไปตามครรลอง ก็ต้องมีสุขภาพที่ดี พร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ตามธรรมชาติ    วันนี้ได้โอกาสที่จะมาชี้ชวนกัน ดูแลสุขภาพ ด้วยการรับประทานพืช ผัก ผลไม้ ใกล้บ้าน  โดยก่อนหน้านี้นำเสนอ     “ขี้พร้าไฟ”..ฟักข้าว.ดียิ่งนัก.. สำหรับผู้รักสุขภาพ..(๑)     จึงเป็นทางเลือก ที่จะนำมาทำเครื่องดื่ม เพิ่มพลัง รักษาสุขภาพ จากขี้พร้าไฟ หรือ ฟักข้าว  โดยขนาดผลสุกที่นำมาใช้วันนี้มีน้ำหนัก 900 กรัม   การันตีว่า ขี้พร้าไฟหนึ่งผล ใช้ประโยชน์ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์  อะไรบ้าง?? …โปรดติดตาม...  

 

ใช้เวลานานไหม๊สำหรับเมนูนี้?? :  ใช้เวลาในการเตรียมไม่นาน และทำได้ไม่ยากเลย ..ตั้งแต่เตรียม จนทำเสร็จในเวลาเพียง 30 นาที  (วันนั้นทั้งทำ ทั้งถ่ายรูป คนเดียวเสร็จภายในหนึ่งชั่วโมง รอจนอุ่นๆและชิมทันที ประเมินฝีมือ  ..เป็นการทำครั้งแรก  อร่อยดี   จึงนำมาเสนอไว้เป็นเมนูทางเลือกเพื่อสุขภาพ สำหรัรบคนรักนก รักธรรมชาติ เชิญชมเมนูจากธรรมชาติล้วน...)

 

วัตถุดิบ:  การเตรียมเมนูสุขภาพครั้งนี้  ใช้วัตถุดิบ 1 ผลขี้พร้าไฟ/ฟักข้าว   แยกส่วน...เยื่อหุ้มเมล็ด   เนื้อของผล และ  เปลือก   เติมรสชาติหวานด้วยน้ำผึ้งรวง

อุปกรณ์ : ถาด ถ้วยตวง ชามอ่าง  ตะแกรงกระชอน เครื่องปั่น หม้อ ช้อน และเตาแก๊ส

ขั้นตอนและวิธีการ

1. ล้างผล “ขี้พร้าไฟ” /ฟักข้าว ให้สะอาดวางผึ่งไว้ให้สะเด็ดน้ำ  

2. ผ่าตามยาว แบ่งออกเป็นสองซีก จะเห็นเมล็ดขนาดใหญ่ วางเรียงตัว คล้ายกับผลแตงทั่วไป เมล็ดแข็งสีดำ มีเยื่อหุ้มสีแดง และเนื้อค่อนข้างหนามีสีเหลือง

 

 

3. ใช้ช้อนตัก เฉพาะเมล็ดที่อยู่ตรงกลาง ออกทั้งหมด ใส่ลงในตะแกรง กระชอน

 

 

4. จากนั้นใช้ช้อนตักเนื้อทั้งหมด ออกจากเปลือก เนื่องจากเนื้อฟักข้าวเนียนนุ่ม  ทำให้ตักด้วยช้อนได้ง่าย และเปลือกเหนียวแข็งแรงไม่ขาดง่าย  จึงคว้านเนื้อออกจากกันได้จนเหลือเฉพาะเปลือกบางๆเท่านั้น ดังรูป..  (วิธีนี้เป็นวิธีที่เพื่อนๆต่างชาติกินมะม่วง ซึ่งไม่ใช่ผลไม้ถิ่นเขา  จะใช้ช้อนตัก จึงนำมาปรับใช้ กับการตัก เนื้อขี้พร้าไฟ โดยไม่ต้องปอกเปลือกก่อน เพื่อลดการสัมผัสจากมือเรา.. จะถนอมอาหารไว้ได้นาน..

5. หยิบเมล็ดขึ้นมา ใช้ช้อนขูดเยื่อหุ้มเมล็ด  แยกไว้ต่างหาก 

เมล็ดที่ถูกขูดเอาเยื่อหุ้มออกแล้ว ยังคงมีบางส่วนเหลืออยู่ นำไปร่อนในตะแกรง

 

 ส่วนของเปลือก ภายหลังจากที่ตักเอาเนื้อออกไปแล้ว เหลือเพียงเปลือกบาง ยังคงสภาพเปลือกไว้สวยงาม

 

6. ส่วนเยื่อหุ้มเมล็ดที่ยังเหลือขูดออกไม่หมด ให้นำมาใส่ในตระแกรงโลหะ หมุน แกว่งไปมาโดยเติมน้ำให้ท่วมชามอ่างก้นลึก  เพื่อช่วยชะเนื้อเยื่อส่วนนี้ให้ออกจากเมล็ดให้มากที่สุด…

 

ส่วนของเนื้อสีเหลือง  เยื่อหุ้มเมล็ดสีแดง  เมล็ด ทั้งหมด 29 เมล็ด และน้ำที่ชะล้างเมล็ด ได้ส่วนใสสีแดง

 

7. ปั่นแยกส่วนกันในแต่ละภาชนะ  โดยเริ่มที่ส่วนเยื่อหุ้มเมล็ดก่อน  ตามด้วยเนื้อของผล เพราะปริมาณต่างกันมาก โดยใช้อุปกรณ์ปั่นเนื้อดังกล่าว ในภาชนะ (ขณะปั่นไม่ต้องเติมน้ำ)

 

ส่วนเนื้อสีเหลืองที่ปั่นได้

 

*ผลขี้พร้าไฟ..ที่นำมาเป็นวัตถุดิบ ในครั้งนี้  ปั่นแยกแล้วได้ส่วนเยื่อหุ้มเมล็ดและเนื้อในปริมาณ  250 และ 700 ml ตามลำดับ โดยไม่ใส่น้ำขณะปั่่น..การปั่นเยื่อหรือเนื้อล้วนๆ เพราะหากต้องการเก็บส่วนนี้ไว้ (คล้ายๆกับ พิวเร่ ..puree)  ก็สามารถทำได้ และเมื่อต้องการทำเครื่องดื่มก็นำสัดส่วนมาผสมกัน ทำให้ได้เครื่องดื่มที่ใหม่ สดเสมอ...

 

 

8. ปริมาณจากส่วนของเยื่อหุ้มเมล็ดมีน้อยกว่ามาก .. สีแดงสดใส..  เมื่อเทียบกับส่วนจากเนื้อซึ่งจะเนียนและมีสีเหลืองมากกว่า  เมื่อปั่นแล้วเสร็จลองดม สูดกลิ่น  จะได้กลิ่นสดชื่นคล้ายกลิ่นพืชตระกุลแตง  แคนตาลูป  ส่วนรสจะขมเฉพาะเนื้อ  (ขมนิดหน่อย เมื่อเทียบกับมะระ)  

หมายเหตุ: สาเหตุที่ไม่ปั่นรวมเพราะต้องการคงสภาพรสชาติความแตกต่างจากเนื้อเยื่อทั้งสองส่วน ซึ่งมีลักษณะทั้งสี รส มีความเฉพาะ

 

9. นำน้ำผึ้งรวง (ที่มีอยู่สีเข้มหน่อยเพราะเป็นน้ำผึ้งค้างปี ) หนึ่งถ้วยตวง แบ่งใส่เติมในส่วนที่ปั่นของเยื่อหุ้มเมล็ด และส่วนเนื้อของผล ...ลดส่วนตามความต้องการ

10. นำส่วนที่ปั่นได้  ไปผ่านความร้อน ต้มโดยใช้ไฟอ่อนๆ   เติมเกลือป่นเล็กน้อยปลายช้อน ก่อนนั้นให้เติมน้ำที่เตรียมได้จากการล้างเยื่อหุ้มเมล็ดลงไปในหม้อ กะประมาณเท่ากับปริมาณของเยื่อหุ้มเมล็ด   หรือเท่ากับเนื้อของผลปั่น  ( ส่วนน้ำที่เหลืออยู่ก็นำไปต้มใช้ไฟอ่อนๆ เช่นกัน โดยต้มแยกกันทั้งหมด  ส่วนนี้ไว้ดื่มโดยไม่ต้องเติมน้ำผึ้งรวง จะได้รสชาติจริงๆ ไม่มีอะไรเจือปน ของน้ำขี้พร้าไฟ/ฟักข้าว)   ขณะอยู่บนเตา คนให้ทั่วจนความร้อนระอุ ทุกส่วน ยกลงแช่ในภาชนะที่หล่อน้ำเย็น ทำให้อุณหภูมิลดลงอย่างรวดเร็ว  รอจนกระทั่งอุ่นๆ  ..พร้อมชิม...หากต้องการรสเปรี้ยว ให้เติมมะนาวครึ่งซีก   ชิมขณะอุ่นๆ ก็อร่อย  รสชาติปรุงแต่งเพิ่มได้ตามต้องการ

ความแตกต่างของ เครื่องดื่มทั้งสามแก้ว :  ส่วนที่ข้นที่สุด เป็นลักษณะซุปข้นเนื้อขี้พร้าไฟ/ฟักข้าว (แก้วซ้ายสุด)   ส่วนที่ใสกว่าสุด เป็นส่วนน้ำล้างชะเยืื่อหุ้มเมล็ดหลังจากขูดออก (แก้วกลาง) และ ส่วนที่เห็นเยื่อหุ้มเมล็ดไม่ข้นมาก มี texture ของเยื่อให้ได้สัมผัสขณะชิม (แก้วขวาสุด)...ใครชอบแบบไหนก็เลือกได้ อร่อยต่างกัน แต่อร่อยทั้งนั้น รับรองได้

 

ข้อสังเกต: ปริมาตรที่เตรียมได้ครั้งนี้สุทธิ จากหนึ่งผล และเตรียมแบบเข้มข้น  ได้ส่วนที่มากที่สุดคือ ส่วนจากเนื้อ (1200 ml)  รองลงมาคือส่วนน้ำชะล้างเยื่อหุ้มเมล็ด  (800 ml  ...จริงๆได้ปริมาตรมากกว่านี้ แต่นำไปผสมในส่วนที่ปั่นได้ทั้งสองส่วน ก่อนนำไปต้ม) และส่วนของเยื่อหุ้มเมล็ดได้น้อยที่สุด (500 ml)  แต่มีคุณค่ามากที่สุด...อุดมด้วยสารไลโคพีน และเบต้าแคโรทีน   เก็บทั้งหมดไว้ในตู้เย็นพร้อมดื่ม..ได้นานถึงสองสัปดาห์ รสชาติยังอร่อยเหมือนเดิม...

 

....ผลผลิตจากครัวบูรงตานี  ที่ได้วันนี้มี 3 ส่วน...

1. เครื่องดื่ม เพิ่มความสดชื่น...มีสองส่วนคือ 

             1.1 น้ำจากการชะล้างเยื่อหุ้มเมล็ด  (สีส้มแดง ไม่ข้น) ส่วนนี้ถ้านำไปทำเป็นเครื่องดื่มพันซ์ก็น่าจะอร่อย สีสวยด้วย :-))

             

 

                         1.2 ส่วนผสมของเยื่อหุ้มเมล็ดและน้ำ   (สีส้มแดงเข้มและเนื้อจะมี texture ข้นกว่า ส่วนแรก

 

 

2. ซุปหวาน... เป็นส่วนผสมของเนื้อ (สีไม่แดงมากแต่จะหนืด ข้น ควรใช้ช้อนตักเมื่อรับประทาน) ลักษณะข้นคล้ายซุปฟักทอง

ทั้งสามส่วนจึงเหมาะเป็นเครื่องดื่ม/ของว่าง  เพิ่มพลังและส่งเสริมสุขภาพที่ดี  ทั้งมื้อเช้า กลางวัน และเย็น

 

ส่วนสุดท้าย “เปลือก”...ส่วนนี้ไม่ทิ้งเช่นกัน นำมาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ พอคำ ใส่ในขวดแก้วใสที่มีภาชนะปิด แช่ด้วยแอลกอฮอล์  ...ชนิดใดแล้วแต่สะดวก  แต่ครั้งนี้มองไปมองมามีวิสกี้แบล๊ก ละเบล (40%vol Black Label) เหลืออยู่่ก้นขวดในครัว  จึงใส่ลงไป 6 ฝา กลั้วให้ทั่วๆทุกชิ้นส่วน เก็บไว้ในตู้เย็น วันรุ่งขึ้นนำมาทดสอบ...พิสูจน์ทราบ..หนึ่งชิ้น สองชิ้น ...อืมม์..???  

 

เติมL-ก-ฮและเขย่ากลั้วให้ท่วมเปลือก

ทิ้งไว้สองสัปดาห์  ลองชิ้มดูก็รู้สึกฉ่ำๆดี  ผิวเปลือกทั้งด้านนอกและด้านในก็ดูน่าทาน  ยังคงรักษาสภาพสีเปลือกไว้ได้เช่นเดิม  โดยปกติ L-ก -ฮ มีคุณสมบัติรักษาเนื้อเยื่อไม่ให้เน่าเสีย ทั้งเป็นตัวทำละลายได้ดี  สารที่มีอยู่ที่เปลือกก็ออกมาปน  ชิมดูส่วนน้ำหมักก็รสชาติปกติของบรั่นดี เพียงแต่มีสีพฤกษเคมี ที่ดูทำให้น่าชิมขึ้น.. เสมือนแช่อิ่ม (L-ก-ฮ) เปลือกขี้พร้าไฟ .. .เมนูนี้สำหรับใครที่แพ้ หรือไม่เหมาะ กับ L-ก-ฮ ก็ข้ามไปได้เลย 

 

 

.หลังจากสองอาทิตย์ผ่านไป สียังคงสดใส เปลือกด้านในก็ยังคงมีสีเหลืองของเนื้ออยู่บ้าง 

 

ข้อมูลทางโภชนาการ

ผลขี้พร้าไฟ/ฟักข้าว  นอกจากจะให้สาร เบต้าแคโรทีนแล้ว ยังให้ไลโคพีน  รวมถึงให้ทั้ง เยื่อใย-ไฟเบอร์ วิตามินซี  แคลเชี่ยม และธาตุเหล็ก

หมายเหตุ: สนนชื่อเมนูเครื่องดื่มไพเราะๆ ได้หลากหลาย ชวนสนุกๆ ใครสนใจชื่อไหนก็เรียกได้ตามถนัด  ...  ขี้พร้าไฟ-ไลโคพีน , สมูทไลท์-ขี้พร้าไฟ,  สวีทซุป-ขี้พร้าไฟ, ฮันนี่ดริงค์-ขี้พร้าไฟ  ...ฯลฯ หรือใครสนใจตั้งชื่อเป็นอย่างอื่น ก็น้อมรับด้วยความยินดี:-))

ขอให้มีความสุขกับการอ่านพร้อมๆชมภาพ และถ้าเป็นไปได้ลองทำดู อร่อยทุกเมนูเลยล่ะค่ะ  เก็บไว้ได้นานด้วย  ...รักสุภาพด้วยอาหารอุดมไลโคพีน ...ทำเองครั้งแรกนะเนี่ีย ....สุดฝีมือค่ะ:-))  คราวต่อไปถ้ามีผลผลิตใหม่ จะเสนอให้ได้รับชม และอาจจะได้ชิมด้วย :-))

กลุ่ม:

ความคิดเห็น

รูปภาพของ tripleL

ประโยชน์...ครบทุกส่วน

เป็นเมนูที่น่าสนใจไม่น้อย...ที่ประทับใจคือ ใช้ได้ครบทุกส่วน เยี่่่่่่่ยมจริงๆ.. ลูกขี้พร้าไฟ...ต่อไปทำเมนูให้ครบครันเลยตั้งแต่ ยอดอ่อน ผลอ่อน และเครื่องดื่ม ของว่าง และกระชุ่มกระชวยด้วยปลือกขี้พร้าไฟ...ใส่แบล็คลาเบล..:-))



สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี ผู้ใช้ 0 คน และ ผู้เยี่ยมชม 7 คน กำลังออนไลน์

สมาชิกใหม่

  • pui-wilailak
  • noorlaila
Powered by Drupal, an open source content management system
Customize This
blog | about seo